people2903

“ลืมตาตื่นเช้าขึ้นมา ยังมีชีวิตอยู่ได้อีกวันหนึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้ว ผมเจอมรสุมชีวิตมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ผ่านมาได้ตลอด จึงรู้ว่าชีวิตไม่เคยมีเรื่องบังเอิญ เราต่างถูกกำหนดไว้ว่าต้องทำอะไรบ้าง พบเจอใคร และอยู่เพื่ออะไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญซึ่งทำให้ผมเห็นคุณค่าของชีวิตที่ผ่านมาและก้าวไปสู่วันข้างหน้าอย่างมีความหมาย”

เมื่อ ทูน หิรัญทรัพย์ เริ่มต้นสวมบทบาทนักแสดงในวงการบันเทิง เขาเล่นภาพยนตร์อย่างเดียวกว่า 200 เรื่อง ในระยะเวลา 6 ปี หลังจากนั้นเขาผันตัวเองไปเป็นคนเบื้องหลัง เปิดบริษัทโฆษณาตามที่เรียนมา มีสตูดิโอ มีกองถ่ายเล็กๆ ผลิตรายการวิทยุ ผลิตละครเด็ก วันนี้เรายังเห็นเขาตามทีวีในละครเรื่องต่างๆ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตจนกลายเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในหัวใจ คือ การทำงานเพื่อสังคมอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งชมรมหิรัญทรัพย์เพื่อสังคม ตอบแทนคุณแผ่นดิน เป็นสื่อกลางให้ความรู้แก่เกษตรกรตามจังหวัดต่างๆ เผยแพร่ความคิดอย่างมีระบบให้กับคนในชุมชนตั้งแต่เด็กๆ ผู้ปกครองจนถึงครูบาอาจารย์ ปัจจุบันเขาเป็นผู้อำนวยการโครงการศูนย์เยาวชนพลเมืองดี สร้างสื่อ สร้างสรรค์สังคม หรือ YCM : Youth Civic Media Learning Center ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิ เดอะบอสส์ โดยคุณวิสุทธิ วิทยฐานกรณ์ ทำหน้าที่ปฏิรูประบบความคิดของเยาวชนให้กลับมาอย่างถูกที่ถูกทางและถูกต้อง เพื่อเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพสามารถพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้ต่อไปในอนาคต

YCM ปฏิรูปความคิด สร้างเยาวชน

เขาได้อ่านหนังสือทฤษฎีการคิดแบบหมวก 6 ใบ (Six Thinking Hats) ของ ดร.เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน (Dr.Edward de Bono) เจ้าของความคิดคู่ขนาน (Parallel Thinking) ที่บอกเรื่องการคิด เขียน วิเคราะห์ วิจัยเรื่องวิธีคิดให้เป็นขั้นเป็นตอน พบว่าสมองคนเรามี 10 มิติ วิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ ซึ่งเป็นนวัตกรรมด้านความคิดที่ดี เขาใช้เวลาอ่านจนตกตะกอนความคิด แล้วต่อยอดนำมาสร้างเป็นโครงการเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้นำในอนาคตด้วยการใช้สื่ออย่างถูกต้อง และสร้างสรรค์ภายใต้ชื่อศูนย์เยาวชนพลเมืองดี สร้างสื่อ สร้างสรรค์สังคม หรือ YCM : Youth Civic Media Learning Center

people2903_1

“ผมเห็นความเจริญเติบโตที่เกิดขึ้นในสังคม แต่จิตใจมนุษย์เสื่อมถอยลง กลายเป็นสังคมก้มหน้า เป็นสังคมที่เห็นแก่ตัว แข่งขัน ดุเดือด ก้าวร้าว เกมที่เด็กเล่นมีแต่ความรุนแรง มากด้วยปัญหาในทุกที่ ทั้งชุมชน ครอบครัว กลายเป็นสังคมที่ป่วยไข้ ทั้งด้านมลภาวะ สิ่งแวดล้อม ภัยธรรมชาติ ส่งผลให้คนในสังคมเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งมาจากโลกที่ติดต่อสื่อสารกันรวดเร็ว เยาวชนไม่มีโอกาสคิดวิเคราะห์ แยกแยะออกมาเป็นกระบวนการทางความคิดที่ถูกต้อง รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่บีบคั้นทำให้การสื่อสารในครอบครัวลดลง พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ลูกจึงต้องหันไปหาสังคมภายนอก เห็นแบบอย่างที่ผู้ใหญ่ทำ มีความคิดที่แตกแยก คอร์รัปชัน เอารัดเอาเปรียบ จนกลายเป็นผลลบระดับประเทศ ผมว่าถึงเวลาที่ผู้ใหญ่น่าจะตื่นตัวได้แล้ว หยุดเห็นแก่ตัว ถึงเวลาต้องเป็นคนที่เสียสละ เพื่อช่วยกันปฏิรูปให้สังคมมีคุณภาพที่ดีขึ้นและเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกหลาน นั่นจึงเป็นที่มาของ YCM ที่ก่อตั้งเพื่อพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดีของสังคม และให้เยาวชนนำแนวคิดเหล่านี้ไปแนะนำเพื่อนๆ ในชุมชนที่อยู่อาศัย รับรู้ผ่านสื่อต่างๆ อย่างมีความคิดสร้างสรรค์ และเผยแพร่ออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ

“สำหรับเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่ง อายุ 13-19 ปี อบรมให้เขาเป็นผู้นำเยาวชนเพื่อพัฒนาสังคม กลุ่มที่สอง อายุ 18-22 ปี อบรมให้ได้รับโอกาส สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ใกล้บ้าน ใกล้ที่ทำงาน ซึ่งพวกเขาจะต้องเข้ามาเรียนรู้เรื่องกระบวนการคิด และการวางแผนที่ถูกต้องซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง ร่วมทำเวิร์กช็อปเรียนรู้ 5 สื่อหลักที่เป็นเครื่องมือสื่อสาร คือ สื่อโทรทัศน์และภาพยนตร์ สื่อสิ่งพิมพ์นิตยสาร สื่อวิทยุ สื่อออนไลน์ และการทำอีเวนต์ ภายใต้การรณรงค์ 4 หัวข้อ คือ 1. รณรงค์เพื่อการเป็นเยาวชนพลเมืองดี 2. รณรงค์รักษาสิ่งแวดล้อม 3. รณรงค์เพื่อชี้ประเด็นภัยสังคม และ 4. รณรงค์เรื่องความรัก ความผูกพันในครอบครัว จากทีมงานที่มีประสบการณ์ผ่านการเรียนการสอนอย่างเข้มข้น ในระยะเวลา 15 วัน พวกเขาจะได้เรียนรู้การทำงานจริงจากเครื่องมือจริง จนสามารถนำประสบการณ์เหล่านี้ไปใช้จริงในอนาคต และผลงานของพวกเขายังได้นำออกแสดงในนิทรรศการเพื่อให้ผู้สนใจได้เข้าชม และผมเชื่อว่าเยาวชนที่ผ่านโครงการ YCM จะกลายเป็นแกนนำในการสร้างสื่อรณรงค์ให้กับชุมชน และเป็นพี่เลี้ยงที่จะถ่ายทอดให้กับเยาวชนรุ่นต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง”

ประสบการณ์ที่หล่อหลอมชีวิต

ผ่านมาหลายฤดูฝน จากต้นกล้าน้อยๆ กลายเป็นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงา ชีวิตระหว่างทางของอดีตพระเอกชื่อดังได้เรียนรู้ ทบทวน จนตกตะกอนทางความคิด พร้อมที่จะใช้ความรู้ ความสามารถที่มีเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้งอกงามบนผืนแผ่นดินไทย หากเปรียบเป็นภาพยนตร์ก็คงเป็นแนวแฟนตาซีผสมผสานกับการผจญภัยอย่างโชกโชน

“ผมเป็นเด็กที่อยู่ในโอวาทมาตลอด เจอโจทย์ชีวิตที่ยากแต่ไม่เคยรู้สึกว่าแย่ แม้ว่าพ่อแม่จะเลิกกัน ก็เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เรามีหน้าที่เรียนก็เรียนให้ดีที่สุด ผมไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ อยู่กับพี่สาว มีหลานชายอายุห่างกันแค่เพียงปีเดียว ในวัยเด็กชีวิตผจญภัย โลดโผนพอควร เจอมาทุกอย่าง บาดเจ็บ เล่นตำรวจจับผู้ร้าย แอบหลังครัว ไปยืนใต้ต้นมะพร้าว เขากำลังตัดต้นมะพร้าวกัน ขอแหลมๆ หลุดลงมาเสียบเข้าไประหว่างนิ้วหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ พอดึงออกเท่านั้น เห็นเลือด ร้องลั่นได้ยินไปหลายบ้านทีเดียว (หัวเราะ) เจออุบัติเหตุมาตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาเกิดอุบัติเหตุรถควํ่าไป 3 ครั้ง เรียกว่าชีวิตเจอแต่เรื่องตื่นเต้น แต่ว่าเรารอดมาเพื่อจะบอกกับทุกคนว่าไม่มีอะไรที่ผ่านไม่ได้ จนก็เคยผ่าน ดีก็ผ่าน จนถึงเดี๋ยวนี้กลายเป็นคนที่มาถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้

“พ่อเลี้ยงของผมเป็นวิศวกรโยธา ต้องไปทำงานที่ประเทศแอฟริกา นั่นคือการเดินทางไปต่างประเทศครั้งแรก ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเดียวและแม่รักมาก ผมคิดเพียงว่าถ้าอยู่กับแม่เราจะไม่โต ต้องการไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ แต่ไปไม่ได้เพราะไม่มีเงิน จึงเปลี่ยนไปสอบที่สถานทูตออสเตรเลีย ปรากฏว่าสอบผ่านในระดับที่ดีมาก สามารถเลือกมหาวิทยาลัยได้ว่าจะเรียนที่ไหน พ่อเลี้ยงอ่านจดหมายและถามว่าจะเอาเงินที่ไหนไปเรียน ผมลืมคิดเรื่องนี้ไปจริงๆ (หัวเราะ) คิดอย่างเดียวว่าตราบใดที่ยังมีลมหายใจเดี๋ยวก็หาเงินได้ ไปหางานทำสู้ชีวิตที่เมืองนอก พ่อเลี้ยงส่งเงินให้ผมปีเดียว และท่านก็เสียชีวิต หลังจากนั้นดูแลตัวเองมาตลอด ทำงานทุกอย่างแม้กระทั่งทำความสะอาดห้องนํ้า รับเหมาก่อสร้าง สารพัดจะทำ อะไรที่ไม่เคยทำก็ทำหมด อะไรที่คนอื่นบอกว่ายาก ผมอยากลอง อยากรู้ว่าจะลำบากสักแค่ไหน ทะเยอทะยานไปทำงานที่ฟาร์ม ขี่มอเตอร์ไซค์ ขับรถ เลี้ยงแกะ เลี้ยงวัว รีดนมวัว ได้อรรถรสของการใช้ชีวิตในชนบท เรียกว่าได้วิชาความรู้รอบตัว จากตรงนั้นเข้ามาอยู่ในเมืองเป็นครูสอนเทควันโดอยู่ 7 ปี หนังสือพิมพ์ลงทุกศุกร์ เสาร์ มีลูกศิษย์เป็นร้อยให้ความเคารพนับถือ”

หลังกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทย แสดงภาพยนตร์ไปสักพักใหญ่ เขาผันตัวเองไปจับงานด้านเด็กและเยาวชนมากขึ้น ผลิตละครเรื่องเพื่อนรักต่างมิติ แม่มดแจ๋วแหว๋ว อานนท์ จนได้รางวัลโทรทัศน์ทองคำสร้างสรรค์ดีเด่น เขาบอกว่าชอบทำละครแนวแฟนตาซีมากกว่า เพราะต้องการให้เด็กมีเวลาสร้างสรรค์ มีเวลาคิดจินตนาการ ไม่ใช่มาจมอยู่กับความขมขื่น ครอบครัวรันทด เด็กต้องมีเวลากับสีสันสวยๆ ของชีวิต ตั้งแต่วันที่เขาทำเรื่องราวเกี่ยวกับเยาวชน ไม่เคยคิดที่จะหยุดทำ ต้องทำต่อยอดทุกปี

คิดต่าง สร้างผลกระทบเพื่อสังคม

ความคิดที่ถูกต้องนำพาไปสู่หนทางที่สว่างไสว เห็นถูกผิดชัดเจน ทำให้เกิดความก้าวหน้า แต่ความคิดที่ผิด หรือคิดไม่เป็นจะนำพาไปสู่ความมืดมิด หนทางที่หายนะ ความคิดจึงเป็นอาวุธสำคัญต่อการเสริมสร้างหรือทำลายการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะในสังคมที่เกิดความเหลื่อมลํ้าและให้ความสำคัญกับความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุมากกว่าจิตใจ

“ในฐานะที่ผมเป็นคริสเตียน ผมขอบคุณพระเจ้าที่ทรงนำชีวิตผมทุกช่วง ให้ผมก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมบันเทิงจนทำให้ผมยืนหยัดมาได้ถึงทุกวันนี้ และขอบคุณทุกประสบการณ์ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการได้เรียนเอกโฆษณา การทำแผนการตลาด ความทะเยอทะยานใฝ่รู้ การได้มีโอกาสพบปะกับคนดีๆ โอกาสในทุกพื้นที่ทำให้ผมเป็นผมอย่างทุกวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นพระเอก เป็นคนดีของสังคม หรือคนไม่ดีของสังคม หรือเป็นอะไร แต่ทุกสิ่งสอนให้ผมเกิดการเรียนรู้ รู้จักว่าความพอดีอยู่ตรงไหน และมีเป้าหมายที่อยากจะทำบางสิ่งบางอย่างที่คิดต่างจากคนอื่น เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับแต่เคยเกิดขึ้นแล้ว หากย้อนกลับไปมองดูรายละเอียดของหลายๆ คนที่คิดต่างและทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณสตีฟ จอบส์ คุณบิล เกตส์ คุณโทมัส เอดิสัน หรือใครอีกหลายๆ คนที่คิด จนกลายเป็นผลกระทบเชิงบวกที่เป็นประโยชน์มหาศาลแก่ผู้คนบนโลกใบนี้ ผมเองก็อยากเป็นคนที่คิดอะไรแตกต่าง แต่ถามว่าในโลกนี้มีอะไรที่ใหม่ๆ ไม่มีแล้ว เพียงแต่เราคิดให้แตกต่างว่าจะทำยังไงเด็กและเยาวชนจะรู้จักคำว่า มีความรับผิดชอบ และการที่เป็นคนมีความรับผิดชอบไม่ได้หมายถึงว่าต้องเป็นผู้ใหญ่เท่านั้น ความรับผิดชอบที่ผมพูด หมายถึงไปสร้างให้เพื่อนๆ ในสังคมเดียวกับเขามีความตื่นตัว เรื่องของการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เรื่องของการอยู่อย่างเอื้ออาทร อยู่แบบรู้จักรักกันและกัน คำว่ารักฝรั่งจะใช้เยอะมาก Love…Love…Love ซึ่งคนไทยอาจไม่คุ้นเคย คิดไกลไปถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แต่ฝรั่งใช้มาเป็นร้อยเป็นพันปี และความรักที่ว่า หมายถึงความห่วงใยในกันและกัน

“มีคนพูดว่าพิมพ์เขียวสร้างตอนเราเด็ก พ่อแม่ สิ่งแวดล้อมสร้างให้ เช่น เราจนนะลูก ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ พยายามเก็บหอมรอมริบ เป็นคนดี เราถูกสร้างมาให้มีแนวคิดแบบนี้ แต่พอเปลี่ยนยุค มีเทคโนโลยีเข้ามา นวัตกรรมใหม่ๆ พ่อแม่สมัยใหม่เริ่มเล่นเกม ติดการร้องเพลง ติดละคร พยายามหาสิ่งบันเทิงให้ตนเอง ถ้าจะสร้างพิมพ์เขียว อย่าสร้างแต่ตอนเด็กให้ลูก ควรจะสร้างทุกวัน หัดชมลูก วันนี้เป็นวันของลูก วันนี้หนูสวย หนูหล่อ หนูยิ้มหวานสวยจัง เมื่อเราใส่ความคิดเหล่านี้ลงไปในพิมพ์เขียว ลูกของเราก็จะกลายเป็นคนที่มีความมั่นใจ เป็นคนที่มีความสุข อย่างน้อยเขาออกจากบ้านไปพบอะไรก็แล้วแต่ เขารู้ว่ากลับมาถึงบ้านมีคนที่รักเขารอคอยอยู่ อย่างการเลี้ยงลูกของผมไม่ได้เลี้ยงเพื่อให้เขามาเลี้ยงเราตอนแก่ แต่จะถามเลยว่าป๊าเป็นคนแบบไหน และลูกอยากเป็นคนแบบไหน ผมไม่เคยบังคับลูกหรือกำหนดว่าต้องเรียนได้ดี แต่ปล่อยให้คิดเป็น ไม่ใช่คิดเอง อยากเลือกทางไหน ไม่ต่างจากกระบวนความคิด ทำแล้วได้ ทำแล้วเสีย คิดเอง เลือกเอา สิ่งที่ปลูกฝังเขาเสมอคือเรื่องการคิดถึงคนอื่น การช่วยเหลือ ปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างให้เกียรติ เห็นคุณค่า รู้จักตอบแทนสังคม

ตอนเขาเด็กๆ นั่งรถไปสนามบินด้วยกันเพราะผมต้องไปทำงานต่างประเทศบ่อยๆ สองพี่น้องร้องเพลงชื่อ If We Hold On Together จากหนังการ์ตูนที่ได้ดู ผมฟังแล้วนํ้าตาคลอ เห็นความรักของพวกเขาที่มีต่อกัน ผมมีลูก 3 คน นํ้าฝนลูกสาวคนโตอายุ 33 ปี จบปริญญาตรีที่ธรรมศาสตร์ ภาษาดี ทำงานบริษัทต่างชาติ นํ้าหวานลูกสาวคนที่สองอายุ 29 ปี จบเอแบค ส่วนนํ้าตาลลูกสาวคนเล็กห่างจากพี่คนที่สอง 11 ปี ตอนนี้เรียนอยู่จุฬาฯ แต่ละคนใฝ่ดีและเป็นแก้วตาดวงใจของผม”

หากจะกล่าวว่าความสุขของอดีตพระเอกชื่อดัง ทูน หิรัญทรัพย์ในวันนี้อยู่ตรงไหน คงอยู่ที่พลังความคิดซึ่งสะท้อนผ่านเยาวชนและทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณมีสิทธิ์ที่จะเป็นคนดีของสังคม โดยเริ่มต้นจากตนเองด้วยการรู้จักคำว่ารัก เมตตา ให้อภัย เป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่ควรทำให้จางหายไปจากสังคม เราถูกสอนกันมาในวันเก่าก่อน ทั้งเรื่องความรัก ความดี ความเอื้ออาทร และการเป็นกำลังใจให้คนอื่น โดยใช้คำพูดที่เลือกสรรได้ วันนี้เราผ่านเรื่องที่เจ็บปวด บอบชํ้า ล้มเหลวมาแล้ว ประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปสู่การปฏิรูป เขาตอบสนองด้วยการอบรมให้เยาวชนรู้จักปฏิรูปความคิดอย่างมีระบบ มีความเป็นผู้นำด้วยการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคม แน่นอน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตเราล้วนเลือกได้ แต่สุดท้ายก็ต้องรับผิดชอบต่อผลของการเลือกที่มาจากความคิดของตัวเราเอง

http://www.happyplusmagazine.com/2903.html

Connect with us